อาหารเป็นยา

 

หลักการรับประทานอาหารให้เป็นยา

การทานอาหารให้เป็นยาควรเน้นการทานอาหารให้หลากหลายทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน(ดี) ทานผัก ผลไม้ให้มากกว่าทานอาหารประเภทขนมกรุบกรอบ ขนมเบเกอรี อาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน หวาน มัน เค้ม เผ็ดที่มากเกินไป โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป เพราะอาหารสเร็จรูปมักมีสารเคมีปนเปื้อนเช่น สารกันบูด มีปริมาณน้ำตาลและเกลือสูงมาก คุณค่าประโยชน์ทางโภชนาการต่ำ  ควรเน้นการรับประทานอาหารที่ปรุงแต่งน้อยด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่ด้วยตนเอง

อาหารเป็นยา

เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าชาวจีนมีความสามารถสูงในการนำพืชผักสมุนไพรมาเป็นยารักษาโรคได้อย่างยอดเยี่ยมหนึ่งในเคล็ดลับการทานอาหารเป็นยาของชาวจีนคือการรับประทานผักผลไม้(ให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย) ในขณะท้องว่างเพื่อให้ลำไส้ได้รับสารที่มีประโยชน์และย่อยง่ายไปใช้ในการซ่อมแซมเซลล์ได้ทันที ในประเทศไต้หวัน(โรงพยาบาลไทต้า) ได้มีการทดสอบการรับประทานผลไม้สดในช่วงท้องว่างและก่อนทานอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเป็นระยะเวลา  10 ปี  ผลพิสูจน์ว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ทานผลไม้สดในเวลาท้องว่างและก่อนอาหารเสมอ มีสุขภาพแข็งแรงขึ้นและมีผู้ป่วยหลายรายหายจากโรคมะเร็งด้วยการทานผักผลไม้เพียงอย่างเดียว

            ในศาสตร์ของแพทย์ทางเลือกธรรมชาติบำบัด เชื่อว่าการทานอาหารจากประเภทย่อยง่ายไปสู่ประเภทย่อยยากจะช่วยให้ระบบการย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้นและร่างกายสามารถดูดซับสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพราะหากเราทานอาหารประเภทที่ย่อยยากก่อนเช่น ไขมัน เนื้อสัตว์ แป้งก่อนผักผลไม้จะทำให้ลำไส้ถูกเคลือบไปด้วยไขมันและแป้งก่อนจึงเป็นอุปสรรคต่อการดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจากผักผลไม้ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการรับประทานอาหารเป็นยา  ธรรมชาติบำบัดเราจึงแนะนำให้ทานอาหารตามลำดับเช่นย่อยง่ายไปสู่อาหารย่อยยาก เช่น

ลำดับที่ 1 ดื่มน้ำเปล่า น้ำสมุนไพร น้ำผลไม้ ซุป ของเหลวต่างๆที่ทำจากผักผลไม้

ลำดับที่ 2 ทานผักและผลไม้สด

ลำดับที่ 3ทานอาหารประเภทย่อยยากเช่น ข้าว แป้ง ไขมัน เนื้อสัตว์ ไข่ เป็นต้น

ลำดับที่ 4 ทานแกงหรือซุปที่มีโปรตีนสูงเช่น ต้มเมล็ดถั่ว ต้มซุปต่างๆ

ลำดับที่ 5 ทานของหวานที่มีรสจัดได้เช่น ผลไม้รสหวาน เป็นต้นแต่ควรรู้ประมาณในการบริโภค

ข้อควรระวังคือ ไม่ควรดื่มน้ำที่ยังไม่ผ่านความร้อนในระหว่างมื้ออาหาร   ไม่ควรดื่มน้ำที่ยังไม่ผ่านความร้อนหลังรับประทานอาหารอย่างน้อย 20 นาที  เพราะการดื่มน้ำระหว่างทานอหารหรือหลังอาหารเลยนั้นจะทำให้ระบบย่อยมีประสิทธิภาพการทำงานไม่ดีพออาจส่งผลให้มีอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น


Glycemic index.
 เป็นการวัดการดูดซึมของอาหารเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารมาตรฐาน ถ้าอินเด็กเท่ากับร้อยหมายความว่าดูดซึมได้เท่ากับอาหารมาตรฐาน ถ้าต่ำกว่า 100ก็แสดงว่าดูดซึมได้น้อยกว่าอาหารมาตรฐาน ถ้าสูงกว่า 100 แสดงว่าอาหารนั้นดูดซึมได้ดีกว่าอาหารมาตรฐาน อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรจะมีค่าอินเด็กต่ำ

ชนิดอาหาร

ค่าอินเดกซ์

ขนมปังขาว

110

ข้าวเหนียว

106

ข้าวจ้าว

100

ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่

76

ก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่ บะหมี่

75

มะกะโรนี สะปาเก็ตตี

64-67

วุ้นเส้น

63

ทุเรียน

62.4

สัปปะรด

62.4

ลำไย

57.2

ส้ม

55.6

องุ่น

53.1

มะม่วง

47.5

มะละกอ

40.6

กล้วย

38.6

ดังนั้นผลไม้ที่ควรจะรับประทานได้แก่กล้วยและมะละกอ

ใยอาหาร

อาหารที่มีใยอาหาร

พลังอาหารที่ควรจะได้รับในแต่ละวัน

ตารางแสดงปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับ

พลังงานที่รับประทาน

ต่อวัน calories

  • พลังงานที่ได้ควรเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตและเพียงพอในการคงสภาพน้ำหนัก
  • พลังงานที่ได้ขึ้นกับสภาพน้ำหนัก และกิจกรรมในแต่ละวัน
  • โดยทั่วไปประมาณ20-45 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กก.

อาหาร Protein

  • ปริมาณ10-20%ของพลังงานทั้งหมด
  • ผู้ป่วยที่เริมมีโรคไตให้รับประทานโปรตีน 0.8 กรัม/น้ำหนัก กก/วัน
  • ผู้ป่วยที่ไตเสื่อมมากให้ลดอาหารโปรตีนลงเหลือ 0.6 กรัม/น้ำหนัก กก./วัน

อาหารไขมัน Fat

ปริมาณไขมันสำหรับผู้ที่น้ำหนักปกติ

  • ิให้รับประทานไขมัน = 30% ของพลังงานทั้งหมด
  • ไขมันอิ่มตัว saturated fat <7%, 
  • ไขมันไม่อิ่มตัวแบบโพลี polyunsaturated fat ให้รับประทาน < 10%
  • ไขมันไม่อิ่มตัวแบบโพลี polyunsaturated fat ให้รับประทาน < 10%

ถ้าไขมัน LDL สูง

  • ให้ลดไขมันอิ่มตัวเหลือ <7% 
  • ให้ลดปริมาณcholesterol ลงเหลือไม่เกิน 200 มก./วัน
  • ให้รับประทานไขมัน Omega  3 ซึ่งมีมากในปลา และธัญพืช
  • ไขมันไม่อิ่มตัวแบบโพลี polyunsaturated fat ให้รับประทาน <10%
  • ู้ป่วยที่อ้วนหรือ LDL สูงให้ลดไขมันให้น้อยกว่า 30%

ถ้าไขมัน Triglyceride สูง

  • ให้เพิ่มไขมัน Monounsaturated fat 
  • เพิ่มอาหารพวกแป้ง
  • ลดปริมาณไขมันอิ่มตัวลงไม่เกิน 10 %

อาหาร cholesterol

  • <300 มก./วัน

อาหาร carbohydrate

  • เป็นพลังงานส่วนที่เหลือจาก โปรตีน และไขมัน

สารให้ความหวาน

น้ำตาลเทียม

  •  แอสปาแทม หรือ Equal เป็นกรด amino acid มีสารอาหารต่ำ
  • น้ำตาลฟรุคโตส และ sucrose สามารถใช้แทนอาหารพวกแป้งได้เนื่องจากไม่ทำให้น้ำตาลขึ้น  ซอร์บิทอล เป็นน้ำตาลที่มีสารอาหารเหมือนน้ำตาลแต่ให้พลังงานน้อยกว่าน้ำตาล หากรับประทานมากอาจจะทำให้เกิดท้องร่วง

อาหารที่มีใย

  • ให้รับประทานวันละ 25-30 กรัม/วัน

เกลือ

  • <3000 มก./วัน
  • <2400 มก./วันในผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูง
  • <2000 มก/วันในผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูงและเป็นโรคไต

แอลกอฮอล์

  • เบียร์ไม่เกิน 2 กระป่อง

วิตามิน

  • เหมือนคนปกติ