นวดปรับสมดุล/นวดไทยสปา ต่อยอดสืบสานภูมิปัญญาไทยที่มีมาตั้งแต่โบราณ

 ต่อยอดสืบสานภูมิปัญญาไทยที่มีมาตั้งแต่โบราณ

  • ปรับจัดกระดูกที่เคลื่อนที่ให้เข้าที่โดยไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด
  • ปรับให้ร่างกายมีความสมดุลทั้งซ้ายและขวา
  • ปรับให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อต่อกระดูกอยู่ในสภาพปกติ
  • ป้องกันการเกิดอาการเจ็บป่วยของร่างกายในอนาคต
  • บรรเทาอาการเจ็บป่วยของร่างกาย
  • ป้องกันการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตของร่างกายและใบหน้า
  • ป้องกันโรคหัวใจตีบ หัวใจโต
  • ป้องกันโรคปวดศีรษะข้างเดียว
  • ป้องกันโรคเท้าชา มือชา นิ้วล๊อค
  • ป้องกันโรคหลังงูเห่า  ( หลังค่อม )
  • ป้องกันการปวดเข่า  ขาโก่ง  ขางอ  แขนงอ
  • ปรับสมดุลข้อต่างๆ ไม่ให้เกิดอาการผิดปกติ
  • ปรับระบบเลือด และน้ำเหลืองให้เป็นปกติ
  • ปรับอาการกระดูกทับเส้นประสาท   กระดูกเคลื่อน
  • ปรับความดันโลหิตให้เป็นปกติ

 

 

ประวัติความเป็นมาของการนวดไทย

          การนวดไทยนับเป็นภูมิปัญญาอันล้ำค่าของคนไทยที่มีประวัติและเรื่องราวสืบทอดกันมาช้านาน  ดังจะเห็นได้ว่าการนวดมีบทบาทอย่างสำคัญในการรักษาโรคตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  มีความเชื่อว่าคงมีจุดเริ่มต้นจากการช่วยเหลือกันเองภายในครอบครัว  เช่น  สามีนวดให้ภรรยา  ภรรยานวดให้สามี  ลูกหลานนวดให้พ่อแม่  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  เป็นต้น  มีการใช้อวัยวะต่างๆ  เช่น  ศอก เข่า  และเท้า  หรือสามารถนวดได้ด้วยตนเอง  และจากการนวดช่วยเหลือตนเองภายในครอบครัวจนเกิดความชำนาญและมั่นใจ  จึงได้มีการนวดช่วยเหลือความเจ็บปวดของเพื่อนบ้าน  ได้รับความนิยมและความเชื่อถือจากผู้มารับบริการจนเกิดอาชีพหมอนวดในที่สุด  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการนวดที่เก่าแก่ที่สุดที่ขุดพบที่ป่ามะม่วง  ตรงกับสมัยพ่อขุนรามคำแหงมีรอยจารึกเป็นรูปการรักษาโดยการนวด  เมื่อถึงยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  การแพทย์แผนไทยรุ่งเรืองมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดไทย  จนมีปรากฏในทำเนียบศักดินา  ข้าราชการผ่ายทหารและพลเรือน  ที่ตราขึ้นในปี  พ.ศ. 1998  มีการแบ่งหมอนวดเป็นฝั่งขวา-ซ้าย  เป็นกรมที่ค่อนข้างใหญ่  มีหน้าที่ความรับผิดชอบมากและต้องใช้นายแพทย์มากกว่ากรมอื่นๆ  หลักฐานจากจดหมายเหตุ  ราชทูต   ลา  ลุ  แบร์  ประเทศฝรั่งเศส  ได้บันทึกเรื่องหมอนวด  ในแผ่นดินสยามความว่า  “ในกรุงสยามนั้นถ้าใครป่วยไข้ลงก็จะเริ่มทำเส้นสายยืดโดยให้ผู้ชำนาญในทางนี้ขึ้นไปบนร่างกายของคนไข้  แล้วใช้เท้าเหยียบ  กล่าวกันว่าหญิงมีครรภ์มักใช้ให้เด็กเหยียบ  เพื่อให้คลอดบุตรง่าย  ไม่พักเจ็บปวดมาก”   ต่อมาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถในกฎหมายตราสามดวง  “นาพลเรือน”กล่าวถึงการแบ่งส่วนราชการให้กรมหมอนวด  จำแนกตำแหน่งเป็น  หลวง  ขุน  หมื่น  พัน  ละมีศักดินาเช่นเดียวกับข้าราชการสมัยนั้น

         ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์  การแพทย์แผนไทยได้สืบทอดรูปแบบต่อจากสมัยอยุธยา 
แต่เอกสารและวิชาความรู้บางส่วนคงได้สาบสูญไปบางส่วนจากถาวะสงครามทั้งถูกจับไปเป็นเชลยอีกส่วนหนึ่งด้วย  แต่อย่างไรก็ตาม  หมอกลางบ้านและหมอพระที่อยู่ตามหัวเมืองยังอีกเป็นจำนวนมากจึงง่ายต่อการระดมชั้นหลังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลักฐานการแบ่ง  ส่วนราชการยังคงมีกรมหมอนวดเช่นเดียวสมัยอยุธยา  และทรงโปรดให้หมอยาและหมอนวดถวายการรักษาความเจ็บป่วย  ยามทรงประชวร  แม้เสด็จประพาสแห่งใดจะต้องมีหมอถวายงานนวดทุกครั้ง  ได้ชำระตำราการนวดไทยและเรียกตำราแพทย์หลวง  หรือแพทย์ในพระราชสำนัก  ครั้นเมื่อการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาในสังคมไทย  การนวดจึงหมดบทบาทจากราชสำนักในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ส่วนหมอนวดแบบชาวบ้านยังคงใช้การนวดแบบดั้งเดิมที่ได้รับการเรียนรู้สืบทอดจากบรรพบุรุษ

         จะเห็นได้ว่าหมอนวดไทยในอดีตมีวิวัฒนาการการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องมากพอสมควร  ปัจจุบันการนวดไทย  สามรถจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ  การนวดแบบราชสำนัก  การนวดเชลยศักดิ์ (นวดพื้นบ้านทั่วไป)

         การนวดแบบราชสำนัก  หมายถึง  การนวดเพื่อถวายกษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงของราชสำนัก  การนวดแบบราชสำนักพิจารณาถึงคุณสมบัติของผู้เรียนอย่างประณีตถี่ถ้วน  และการสอนมีขั้นตอนจรรยามารยาทของการนวด  การนวดต้องสุภาพมาก  ใช้อวัยวะได้น้อย  และต้องตรงตามจุด  จึงกล่าวได้ว่าการฝึกมือและการนวดมีเอกลักษณ์เฉพาะ

       การนวดเชลยศักดิ์  หมายถึง  การนวดแบบสามัญชน  มีการสืบทอดฝึกฝนแบบแผนการนวดตามวัฒนธรรมท้องถิ่น  ซึ่งเหมาะมากสำหรับชาวบ้านจะนวดกันเอง  ใช้สองมือและอวัยวะส่วนอื่น  โดยไม่ต้องใช้ยา  ในปัจจุบันจึงรู้จักและแพร่หลายในสังคมไทย

        การนวดไม่ใช่เพื่อรักษาความเจ็บป่วยเท่านั้น  แต่มีคุณค่าต่อสุขภาพเป็นกระบวนการดูแลสุขภาพและรักษาโรค  โดยอาศัยการสัมผัสอย่างมีหลักการระหว่างผู้ให้การรักษา(หมอนวด)และผู้รับการรักษา  การนวดจะส่งผลโดยตรงต่อร่างกายและจิตใจ  คือตั้งแต่ทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลม  กล้ามเนื้อผ่อนคลาย  รักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย  อาการฟกช้ำ  เคล็ดขัดยอก  จนกระทั่งสามรถช่วยให้สุขภาพดี  จิตใจสดชื่น  กระปรี้กระเปร่า  จิตใจผ่อนคลายได้อย่างดี  การนวดทุกรูปแบบจะมีส่วนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  ส่งเสริมความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและสังคมอีกทางหนึ่ง

         ในสังคมไทยสมัยก่อน  การถ่ายทอดวิชาการนวดไทยยังไม่มีการสอนอย่างถูกระเบียบแบบแผน  เป็นการถ่ายทอดตามสายบรรพบุรุษหรือตระกูลเดียวกัน  ผู้เป็นอาจารย์จะพิจารณาว่ามีหน่วยก้านเหมาะสมที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้หรืออาจเป็นผู้ที่คุ้นเคย  และอยากเรียนวิชามาฝากตัวเป็นศิษย์  โดยจะมีพิธีไหว้ครูและครอบวิชาหมอนวดให้  วิธีการเรียนการสอนมีลักษณะแบบตัวต่อตัว  เริ่มเรียนจากการฝึกกำลังนิ้ว  ตั้งแต่ขยำก้อนขี้ผึ้ง  ดินน้ำมันหรือดินเหนียว  จนมีกำลังและนิ้วมือแข็งแรงมากขึ้น  จากนั้นจะสอนเรื่องจุดนวดเส้นเปิดประตูลม ฯลฯ  แล้วเริ่มฝึกปฏิบัติ  หัดนวดครู  และติดตามครูเพื่อรับรู้ประสบการณ์  วิธีการนวดและการจับเส้นจากครูให้ได้มากที่สุด  การเรียนรู้ต้องใช้ความอุตสาหะอย่างมากในการฝึกปรือ  จึงจะสามารถรับวิชาการนวดไทยได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

         การนวดหรือหัตถเวชเป็นการรักษาโรควิธีหนึ่ง  ซึ่งมีผลทางการรักษาโรคบางโรคได้เป็นอย่างดี  โดยเฉพาะโรคที่ไม่สามารถบำบัดได้ด้วยการใช้ยาฉีดหรือยากิน  การนวดจึงมีบทบาทสำคัญอย่างหนึ่งในการรักษาโรค

       การนวดเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะที่มีมาช้านาน การนวดได้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในแผ่นดินสมัยอยุธยาไปจนถึงสมันรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หมดนวดที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้นได้แก่ “หมดอินเทวดา” ซึ่งเป็นหมอนวดในราชสำนักและยังมีหมอนวดร่วมสมัยอีกหลายท่าน หมออินเทวดาได้ถ่ายทอดวิชาการนวดทั้งหมดให้แก่บุตรชาย คือ หมอชิต เดชพันธ์ ซึ่งต่อมาได้ถ่ายทอดให้กับศิษย์หลายท่านและในจำนวนนั้นมี อาจารย์ณรงค์ลักข์ บุญรัตนหิรัญ ซึ่งเป็นศิษย์เอกรวมอยู่ด้วย และต่อมาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่อายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมารภัจจ์) โดยการเชิญของอาจารย์หมออวย เกตุสิงห์ ท่านจึงได้ถ่ายทอดวิชาการนวดแบบราชสำนักนี้ให้แก่นักศึกษาของอายุเวทวิทยาลัยฯทุกคน เพื่อให้เป็นผู้สืบทอดวิชาการนวดในสายราชสำนัก มิให้เสื่อมสูญไป นับได้ว่าอาจารย์ณรงค์ลักข์ บุญรัตนหิรัญ ได้เป็นผู้อนุรักษ์ศาสตร์และศิลปะแขนงนี้ผู้หนึ่งทำให้ดำรงอยู่คู่ชาติ บ้านเมืองสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแม้ว่าอาจารย์ณรงค์ลักข์ บุญรัตนหิรัญ จะไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ในการนวดได้จนหมดสิ้น เนื่องจากระยะเวลาในการเรียนการสอนมีจำกัด ในขณะที่การเรียนการสอนเรื่องนวดจะต้องอาศัยการปฎิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่องยาวนาน เพื่อให้เกิดความชำนาญ แต่ก็สามารถช่วยให้มีการนำการนวดมาใช้ในการบำบัดรักษาโรคที่เหมาะสมและไม่ร้ายแรง ให้หายหรือระงับการทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง การนวดจึงเป็นวิทยาทานอันสูงที่ควรอนุรักษ์และเทิดทูนไว้เป็นสมบัติคู่บ้านคู่เมืองสืบไป