เกร็ดความรู้ เพื่อสุภาพ ช่วยประเมินปัญหาที่เกิดจากกระดูก โดยสังเขป

 

ว่าด้วยเรื่องของการแพทย์ทางเลือก

 

 

แพทย์ทางเลือก
ไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเสริมชนิดใดเหมาะสมกับทุกคน การแพทย์ทางเลือกแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้

 

เหมาะสมกับคนทุกคนเช่นกัน ทุกวันนี้มีทั้งการแพทย์ทางเลือกและการแพทย์แผนปัจจุบันนับสิบที่ได้รับการยอมรับและให้ผลการรักษาที่น่าพึงพอใจ (หากต้องการหาข้อมูลของแพทย์ที่มีความรู้ด้านโภชนาการหรือแพทย์ทางเลือก) การแพทย์ทางเลือกที่เป็นที่รู้จักกันดีมีดังนี้

อายุรเวท

หนึ่งในระบบการแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการจดบันทึกไว้ในโลกในประเทศอินเดีย การแพทย์แผนอายุรเวทยังใช้กันอย่างกว้างขวางอยู่ในปัจจุบัน อายุรเวทได้รับการยกย่องว่าเป็น "มารดาแห่งการบำบัด" เนื่องจากมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิชาการแพทย์ในเกือบทุกแขนง อายุรเวทไม่เพียงแต่รักษาอาการของโรค แต่ยังรักษาร่างกายโดยรวม ตลอดจนถึงจิตใจ จิตวิญญาณ และการใช้ชีวิต โดยหลักความเชื่อที่ว่า การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง มีความสำคัญพอกันกับการรักษาอาการเจ็บป่วย และการเริ่มรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่อาการจะเริ่มปรากฎ เป็นหลักการสำคัญของสุขภาพที่ดี มียาที่ใช้ในการรักษามากกว่าสองพันสูตรในอายุรเวท โดยมักใช้สมุนไพรชนิดหนึ่งร่วมกับสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง และที่จริงแล้ว แพทย์ทางอายุรเวทมักใช้พืชทั้งต้นในการรักษา ตรงข้ามกับแพทย์ทางตะวันตกที่มักใช้การสกัดสารสำคัญเพียงหนึ่งหรือสองชนิดออกมาใช้เท่านั้น เพราะอายุรเวทเชื่อว่าสารเคมีทุกชนิดในพืชได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ทำงานร่วมกันกับร่างกายของเรา การแพทย์อายุรเวทออกแบบมาเพื่อส่งเสริมและเกื้อกูลระบบต่างๆ ในร่างกาย

การฝังเข็ม

การแพทย์แผนโบราณของชาวจีนที่มาจากพื้นฐานความเชื่อในเรื่องพลังชีวิต "ชี่" ซึ่งเป็นพลังงานที่ไหลเวียนผ่านช่องทางทั้งสิบสี่ในร่างกายและถูกกระตุ้ันได้โดยการสอดเข็มเข้าไปในจุดฝังเข็มบางจุดจากทั้งหมด 360 จุด บนร่างกายเพื่อฟื้นคืนสมดุลแห่งพลังงานชีวิต ในหลายกรณีพบว่าการฝังเข็มช่วยในการรักษาอาการเจ็บปวดได้เช่นเดียวกับการรักษาโรคต่างๆ การแพทย์ฝังเข็มยังใช้สมุนไพรร่วมในการบำบัดด้วย ในรัฐส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกาการเป็นแพทย์ฝังเข็มหรือแพทย์แผนตะวันออกต้องผ่านการฝึกฝนจากสถาบันที่ได้รับการยอมรับและมีใบอนุญาตในการรักษา แพทย์ธรรมชาติบำบัด (Naturopathic Doctor, N.D.) ก็ต้องได้รับใบอนุญาตในการรักษาด้วยการฝังเข็มเช่นกัน

ไคโรแพรกติก (Chiropractic)

เน้นในเรื่องของการปรับกระดูกสันหลังเพื่อสุขภาพ แพทย์ไคโรแพรกติกจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการปรับปรุงภาวะโภชนาการด้วย พวกเขาจะต้องเข้าศึกษาเป็นเวลา 4-5 ปี ในโรงเรียนสอนไคโรแพรกติกที่ได้รับการรคับรองวิทยฐานะ หลังจากที่ได้ศึกษาในระดับปริญญาตรีมาอย่างน้อยสองปี และจะได้รับใบอนุญาตให้ทำงานได้ทั้งห้าสิบรัฐในสหรัฐอเมริกา ในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ยุโรปส่วนใหญ่ แอฟริกา และตะวันออกกลาง แต่พวกเขาไม่สามารถสั่งยาหรือทำการผ่าตัดได้

การรักษาด้วยสมุนไพร

สมุนไพรเป็นยาที่ใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุดทั่วโลกมาหลายพันปี และเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในการดูแลรักษาสุขภาพตนเองในปัจจุบัน การรักษาด้วยสมุนไพรมีรากฐานมาจากทฤษฎีเดียวกันกับเภสัชวิทยาในปัจจุับัน การรักษาด้วยสมุนไพรมีรากฐานมาจากทฤษฎีึเดียวกันกับเภสัชวิทยาในปัจจุบัน การรักษาด้วยสมุนไพรมีรากฐานมาจากทฤษฎีเดียวกันกับเภสัชวิทยาในปัจจุบัน แท้จริงแล้วเกือบร้อยละ 50 ของยาที่ใช้และสั่งกันเป็นประจำในปัจจุบัน ล้วนดัดแปลงมาจากสารจากพืชหรือมีสารเคมีที่มีโครงสร้างเลียนแบบพืช ทุกวันนี้ประสิทธิภาพของสมุนไพรหลายตัวเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

โฮมีโอพาธี (Homeopathy)

กำเนิดจากการค้นพบโดยแซมมูเอล ฮาห์นีมานน์ โฮมีโอพาธีใช้ยาช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยใช้หลักการ "หนามยอกเอาหนามบ่ง" ยกตัวอย่างเช่น สารหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการในคนปกติหากรับประทานเป็นปริมาณมาก สามารถช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยโฮมีโอพาธีจะมองคนไข้อย่างองค์รวม (จิตใจ ร่างกาย อารมณ์) และพยายามทำความเข้าใจว่าอาการต่างๆ เป็นการแสดงออกของร่างกายที่พยายามจะแก้ไขความไม่สมดุลและฟื้นคืนสุขภาพ ดังนั้น แทนที่จะพยายามระงับอาการเหล่านั้น ยาในทางโฮมีโอพาธี (ซึ่งมากจากพืชตามธรรมชาติ แร่ธาตุและสารจากสัตว์ที่ไม่เป็นพิษ) จะทำงานอย่างรวดเร็วในการกระตุ้นและควบคุมกลไกการป้องกันตัวของร่างกาย โดยไม่มีผลข้า่งเคียงใดๆ หากใช้ตามที่แนะนำ ในขณะที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ยังไม่มีการให้ใบอนุญาตสำหรับการรักษาด้วยโฮมีโอพาธี แพทย์ทุกแขนง (M.D., D.O., N.D., D.C.) สามารถเป็นแพทย์ทางโฮมีโอพาธี (D.Ht.) ได้ หลังจากที่ผ่านการศึกษาอบรมเป็นเวลา 6 สัปดาห์

ธรรมชาติบำบัด

การรักษาแบบธรรมชาติบำบัดได้รวมเอาการรักษาด้วย สมุนไพร การนวด การฝังเข็ม และการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ อันหลากหลายมาไว้ด้วยกัน แพทย์ธรรมชาติบำบัด (N.D.) ต้องผ่านการสอบเพื่อขอใบอนุญาตในระดับประเทศ หลังจากที่เรียนจบหลักสูตรสี่ปีจากโรงเรียนแพทย์ที่สอนด้านธรรมชาติบำบัด

การแพทย์แบบออร์โธโมเลกุลาร์ (Orthomolecular)

เป็นการบำบัดรักษาแบบทางเลือกที่มีจุดประสงค์หลักคือ การเพิ่มปริมาณสารที่ปกติแล้วควรจะมีอยู่ในร่างกายให้อยู่ในปริมาณที่สูงที่สุดโดยการเสริมอาหาร นอกจากการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ เพื่อให้ร่างกายสร้างสารเคมีชีวภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพแล้ว การแพทย์แบบออร์โธโมเลกุลาร์ยังวให้ความสนใจกับการกำจัดสารที่เป็นอันตราย เช่น ยา มลพิษ สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ ออกจากร่างกายด้วย ผู้ที่ใช้วิธีการรักษาแบบออร์โธโมเลกุลาร์ส่วนใหญ่ แม้จะไม่ทั้งหมด จะเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน (M.D.)

ออสทีโอพาธี (Osteopathy)

แพทย์ด้านออสทีโอพาธี (D.O.) ผ่านการศึกษาทางการแพย์เช่นเดียวกับแพทย์แผนปัจจุบัน และได้รับใบอนุญาตให้ปฏิบัติงานได้เท่าเทียมกับแพทย์แผนปัจจุบัน รวมทั้งการผ่าตัด้วย ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างแพทย์ทั้งสองประเภทคือ แพทย์แผนปัจจุบันมักจะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะโรคหรืออวัยวะ แต่แพทย์ออสทีโอพาธีจะให้ความสำคัญกับการรักษาแบบองค์รวม และมีความเชี่ยวชาญมากกว่าในเรื่องการใช้หลักโภชนาการเพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

 



กระดูกนั้น สำคัญยิ่งหนอ

หากเกิดปัญหาที่กระดูกก้านคอ

กระดูกก้านคอ   ชิ้นที่ 1 จะก้ม เงยไม่ได้

กระดูกก้านคอ     ชิ้นที่ 2 จะส่ายหน้าไม่ได้

กระดูกก้านคอ     ชิ้นที่ 3 จะชาที่นิ้วหัวแม่มือ

กระดูกก้านคอ   ชิ้นที่ 4 จะชานิ้วชี้

กระดูกก้านคอ   ชิ้นที่ 5 จะเป็นนิ้วกลาง

กระดูกก้านคอ     ชิ้นที่ 6 ชาที่นิ้วนาง

กระดูกก้านคอ     ชิ้นที่ 7 ชาที่นิ้วก้อย

สำหรับช่วงอกมีกระดูก 12 คู่

มีปัญหาบริเวณกระดูกช่วงอก       ชิ้นที่ 1-4   *เงยหน้าไม่ได้ เงยหน้าแล้วปวดลงท้องแขน

*หากมีปัญหาที่กระดูกเอว    ชิ้นที่ 1 และ 2 มีอาการหมอนรองกระดูกกดประสาท จะลงช่องท้องด้านหน้า

*หากมีปัญหาที่กระดูกเอวชิ้นที่ 3 อาการหมอนรองกระดูกกดประสาท จะลงข้อพับต้นขา เวลายกขาขึ้นสวมกางเกง สวมรองเท้าจะเจ็บ

*ปัญหาที่กระดูกเอว    ชิ้นที่ 4 และ 5 เป็นอาการหมอนรองกระดูกกดประสาท จะลงก้นย้อย เดินไปไหนไกล ๆ จะก้าวขาไม่ออก

*สำหรับอาการสะโพกเคลื่อนหรือหลุด จะกางขาไม่ได้และเดินขาป่ายไปมา

*ส่วนกระดูกหัวเข่านั้น ผู้ป่วยจะมีอาการเดินไม่ตรง พับขาไม่ได้ ยูริกสูง เนื่องจากตับย่อยไขมัน ยูริกไม่หมดไม่ได้นำไปใช้เป็นพลังงาน เมื่อร่างกายอักเสบตรงที่ใดก็จะขับน้ำลงมาเลี้ยงที่อักเสบ ซึ่งทำให้หัวเข่าบวม หมอโบราณเรียกลมจับโปงเข้าข้อ มี 2 อย่าง หากเป็นที่ข้อใหญ่ หมอโบราณเขาเรียกลมจับโปงเข้าข้อ จะมีหัวเข่าบวม มีน้ำอยู่ในข้อเข้า

วิธีรักษา *นำปูนแดงที่เคี้ยวกับหมากละลายให้ข้น ๆ เขียน นะโมพุทธายะที่หัวเข่า (เป็นกุศโลบายด้านกำลังใจ) เมื่อนำปูนแดงมาทาที่หัวเข่าก็จะขับน้ำออก เพราะปูนเป็นด่างจึงขับพวกกรด หมอโบราณจะมีความละเอียด เอาปูนที่กินกับหมากทาหัวเข่า ทาทุกวันก็จะยุบ ยุบแล้วจึงมาจัดการพับข้อ อาจใช้ยาแก้ปวดตามข้อซึ่งได้แก่ยารสขมต่าง ๆ เช่น สะเดา กะดอม บอระเพ็ด ฟ้าทะลายโจรจะช่วยลดอาการอักเสบ หากเป็นที่ข้อเล็กเขาเรียกลำบองนิ้ว คือ นิ้วแข็งเป็นไม้กระบอง
 

ในการรักษาไหล่ติด ปวดสะบัก ให้ปฏิบัติ ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 - ยกแขนขึ้นจับโยกไปโยกมา

ขั้นตอนที่ 2 – ใช้นิ้วหัวแม่มือกดเส้นตามสะบักและไหล่ไปมา

ขั้นตอนที่ 3 – กดเส้นที่ไหล่ไปมา

ขั้นตอนที่ 4 – กดเส้นด้านหน้าข้างคอ เส้นนี้จะลงสะบัก

ในกรณีเส้นสะบักจม กล้ามเนื้อจะมีอาการรั้ง ต้องใช้การดึงออกมาเข้าช่วย หากกล้ามเนื้อคอตึงมาก ๆ อาจเนื่องจากการใช้สายตามาก เมื่อมือเท้าเจ็บเรากดนิ้วมือให้แน่น มันจะจัดล็อคกระดูกเอง ทำกระดูกให้เข้าที่ทุกอย่างก็จะคงสภาพเดิม

การนวดกล้ามเนื้อให้คลายเป็นการปรับสมดุล เวลาหมอนวดผู้ป่วยมาก ๆ ก็จะมีอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

วิธีบริหารกระดูกคอบ่า การวางมือต้องอยู่ในท่าสบาย เพราะหมอเป็นคนนวด ไม่ใช่ว่าหมอเกร็งเสียเองทำให้เกิดอาการปวดได้ วิธีนวดที่สบายที่สุดที่หมอจะไม่ปวด คือ ท่านวดด้วยศอก แต่หากหมอนวดด้วยนิ้วมือและจัดท่าให้ถนัด ก็จะไม่พบอาการแทรกซ้อนใด ๆ

การนวดภาคกลางเป็นรูปแบบหนึ่งของภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการนวดที่มี ความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ตามแบบฉบับของตนเอง นับเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าควรแก่การสนับสนุน อนุรักษ์ให้มีการสืบทอดต่อ ๆ กันไป สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันโดยพื้นฐานเพื่อการพึ่งพาตนเองจนถึงการรักษา ที่ใช้ความสามารถประสบการณ์ความชำนาญของหมอพื้นบ้านโดยตั้งอยู่บนพื้นฐาน วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้บริการ และเพื่ออนุรักษ์องค์ความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านสืบไป

 

ความรู้เกี่ยวกับข้อเท้าเคล็ด  ข้อเท้าแพลง

 ( แผนปัจจุบันเพื่อเปรียบเทียบ และนำไปใช้ )

 

สำหรับข้อเท้าแพลง ปวดข้อเท้า สามารถขยับเข้าที่ได้ตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 – ขยับข้อเท้าไปมาเบา ๆ แล้วกระตุกข้อเท้าที่แพลงหรือปวด จะบรรเทาและหายไปในที่สุด

ขั้นตอนที่ 2 – เมื่อกระตุกแล้ว จะยกเข่าโน้มไปข้างหน้าให้ชิดอก หักปลายลง ทดสอบดูว่าดีขึ้นหรือยัง

 

 สาเหตุ เกิดจากการกระทบกระแทก บิด หมุนของข้อเท้า เช่นเดินตกหลุม หกล้ม เดินสะดุด หรือลงน้ำหนักขาผิดท่า

อาการ จะมีอาการปวดเจ็บที่ข้อหลังได้รับอุบัติเหตุทันที โดยจะเจ็บมากเวลาเคลื่อนไหวข้อ หรือใช้นิ้วกดถูก

นอกจากนี้ยังพบว่าข้อมีลักษณะบวม แดง ร้อน
ซึ่งเป็นกลไกของการอักเสบ อาการจะรุนแรงมากหรือน้อย
ขึ้นอยู่กับ ปริมาณของเส้นเอ็น และกล้ามเนื้อที่ฉีกขาด

                       

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณที่บาดเจ็บ

1. หลังได้รับบาดเจ็บควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที อาจใช้วิธีแช่เท้าในน้ำเย็นก็ได้ เพื่อลดการไหลเวียนของเลือดมายังบริเวณที่บาดเจ็บ เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัวทำให้ลดการบวม การห้อเลือด การฟกช้ำ และทำอีก 2-3 ครั้งในระยะ 24 ชั่วโมงแรก แต่หลัง 24 ชั่วโมงไปแล้ว ควรประคบด้วยน้ำร้อนหรือแช่น้ำอุ่น 15-30 นาที ทำวันละ2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการอักเสบ

2. ใช้ผ้าพันแผลชนิดยืด (Elastic Bandage)พันข้อเท้าพอแน่นแต่อย่าให้แน่นเกินไป เพื่อเป็นการพยุง
ให้ข้อเท้าอยู่เฉยๆ ถึงแม้จะเคลื่อนไหวก็ช่วยผ่อนแรงได้
3. การยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูง เพื่อลดการไหลเวียนของเลือดเพิ่มการไหลของเลือดออกจาก บริเวณที่บาดเจ็บให้เร็วขึ้น
4. ควรพักข้อที่บาดเจ็บไว้จนกว่าอาการปวดจะทุเลาซึ่งกินเวลาหลายวัน แล้วค่อยๆเคลื่อนไหวบริหารข้อนั้น
ให้ให้คืนสู่สภาพปกติ

 

ข้อแนะนำ

1. ข้อเคล็ด-ข้อแพลง ส่วนมากจะเป็นอาการไม่รุนแรง และควรจะเริ่มมีอาการดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ และหายขาดภายใน 3-4 สัปดาห์ แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน1 สัปดาห์ หรือสงสัยว่ากระดูกหัก ควรนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและทำการรักษาต่อไป
2. ในกรณีที่ปฐมพยาบาลผิดขั้นตอน เช่นการบีบนวด หรือประคบน้ำอุ่นตั้งแต่แรกจะเป็นการซ้ำเติมให้เสียหาย ทำให้อาการบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้น....
3. การที่ไม่พันผ้าพันแผล ชนิดยืดเวลาเคลื่อนไหวจะทำให้ข้อที่บาดเจ็บอยู่ ต้องทำงานหนัก การสมานของเส้นเอ็นไม่ดี เกิดอาการที่เรียกว่าข้อหลวม เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการข้อเท้าพลิก-ข้อเท้าแพลง ได้ง่ายๆต่อไป และทำให้เกิดอาการอักเสบเรื้อรังต่อไป.......

 

กรณีตัวอย่าง
ขาแพลงเพราะใส่รองเท้าส้นสูงเดินบนพื้นไม่เรียบไม่มีอาการเจ็บแต่บวมนิดหน่อย หลังจากนั้นไปวิ่งมินิมาราธอนเริ่มเจ็บตอน 5กม. แต่ฝืนวิ่งจนจบกลับบ้านเดินไม่ได้ 2 วัน กลับบ้านใช้น้ำแข็งประคบแต่ยังเดินไม่ได้ต้องไปหาหมอเอ็กซเรย์ไม่มีอะไรเกี่ยวกับกระดูกหมอให้ยาแก้อักเสบArcoxia(etorixib,MSD90mg) 1 เม็ดหลังอาหารเช้าและยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อ ดีมากถ้าไม่ใช้งานขามาก10 วันเดินได้ตรงไม่กระเผลกยกเว้นตอนตื่นนอน ออกกำลังว่ายน้ำ ขี่จักรยานได้แต่งดการออกกำลังที่ลงน้ำหนักที่เท้า แต่เนื่องจากไปเต้นรำกลับบ้านขาบวมอีกต้องกลับมาตั้งต้นใหม่ตั้งแต่ประคบเย็น ทานยา ประคบร้อน ตอนนี้1 เดือนแล้วยังคงใส่supportข้อเท้าเวลาเดินว่ายน้ำ ขี่จักรยานเหมือนเดิม แต่ยังวิ่งไม่ได้บางครั้งใส่ส้นสูงนิดหน่อย ดีกว่าใส่รองเท้าไม่มีส้นเพราะน้ำหนักไม่ลงที่ส้นเท้ามากนัก


ทำอย่างไร….เมื่อเอ็นข้อเท้าเคล็ด เรียนรู้วิธีพยาบาล อาการข้อเคล็ด ข้อแพลง เส้นเอ็นฉีกขาดแบบง่าย และถูกต้อง

ข้อเคล็ด ข้อแพลง หรือ เส้นเอ็นฉีกขาด พบได้ค่อนข้างบ่อย โดยบริเวณที่พบบ่อยมากที่สุดก็คือ ข้อเท้า มักจะเกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น หกล้มแล้วข้อเท้าบิด เส้นเอ็นข้อเท้าที่พบว่าเกิดข้อเคล็ดได้บ่อย คือ เส้นเอ็นข้อเท้าด้านนอกนั่นเอง
ปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อเท้าเคล็ดได้บ่อย คือ เคยมีประวัติข้อเท้าเคล็ดมาก่อน รองเท้าไม่เหมาะสม น้ำหนักตัวมาก เดินหรือวิ่งบนพื้นที่ขรุขระ กล้ามเนื้อรอบข้อเท้าไม่แข็งแรง ถ้าเอ๊กซเรย์ข้อเท้า โดยส่วนใหญ่มักจะไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่ในบางรายที่มีอาการมาก อาจพบมีกระดูกหัก หรือ ถ้าเส้นเอ็นขาดหลายเส้น และมีระดับความรุนแรงมาก ก็จะพบว่ามีช่องว่างของข้อเท้ากว้างมากขึ้น
ระดับความรุนแรง แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
ระดับที่หนึ่ง
เส้น เอ็นยึดข้อถูกเหยียดออกมากเกินไป และบางเส้นใยอาจฉีกขาด จะมีอาการปวดเล็กน้อยเวลากด หรือเคลื่อนไหวข้อ แต่มักจะไม่บวม ยังสามารถเดินลงน้ำหนักได้ตามปกติ มักจะหายภายใน 2 อาทิตย์
ระดับที่สอง
เส้น เอ็นยึดข้อมีการฉีกขาดบางส่วน จะมีอาการปวดและกดเจ็บมากพอควร รวมทั้งมีอาการบวมและฟกช้ำ เพราะเส้นเลือดเล็ก ๆ ฉีดขาด ทำให้มีเลือดออก เวลาลงน้ำหนักจะรู้สึกปวด มักจะหายใน 4-6 อาทิตย์
ระดับที่สาม
เส้น เอ็นยึดข้อเส้นหนึ่งหรือหลายเส้นเกิดการฉีกขาดจากกันทั้งหมด ทำให้เกิดอาการปวดมาก ข้อจะบวมและฟกช้ำมาก เคลื่อนไหวข้อหรือลงน้ำหนักไม่ได้ อาจต้องใช้เวลาในการรักษา 6-10 เดือนจึงจะหายสนิท แล้วถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมก็จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างสูง มาก

แนวทางการรักษา
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเส้นเอ็นที่ได้รับการบาดเจ็บ ซึ่งมีแนวทางดังนี้
1. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวข้อเท้า เช่น การใช้ไม้ดาม ใส่เฝือก ใช้ผ้ายืดพัน หรือใช้ไม้เท้าพยุงเวลาเดิน
2. ในระยะ 24-48 ชั่วโมงแรกให้ประคบบริเวณที่บาดเจ็บด้วยความเย็น เช่น ใช้ผ้าหุ้มก้อนน้ำแข็ง เป็นต้น โดยประคบครั้งละ 10 - 20 นาที วันละหลาย ๆ ครั้ง หรือทุก 1 - 2 ชม.
ความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดไม่ออกมากขึ้น ช่วยลดอาการปวด และลดอาการบวม ห้ามใช้ความร้อน เช่น ยาหม่อง ครีมนวด เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว เลือดออกมากขึ้น ข้อบวมมากขึ้น
ใช้ผ้ายืดพันรอบข้อที่เคล็ด เพื่อลดบวมแต่ ไม่ควรพันแน่นเกินไปเพราะจะทำให้ปลายเท้าบวมได้
ยกเท้าให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น เช่น เวลานอนก็ใช้หมอนรองขาเพื่อยกเท้าให้สูงขึ้น
ถ้า ปวดมากอาจรับประทานยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซตตามอล เป็นยาที่ได้ผลดีและค่อนข้างปลอดภัย ส่วน ยาแก้ปวดลดการอักเสบ มักจะเกิดผลข้างเคียงโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคกระเพาะ จึงควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์
3.เมื่อพ้นระยะ 24-48 ชั่วโมง ให้ใช้ความร้อน ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น น้ำอุ่น กระเป๋าไฟฟ้า ถุงร้อน ครีมนวด น้ำมัน เป็นต้น โดยจะประคบด้วยความร้อน 4 นาที สลับกับความเย็น 1 นาที ร่วมกับการบริหารข้อเท้า
โดยทั่วไปถ้าเป็นข้อเคล็ดระดับที่ 1 อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 2 - 3 วัน ซึ่งถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น หรือ คาดว่าอาจจะเป็นข้อเคล็ดระดับที่ 2-3 (ข้อเท้าบวมมาก ปวดมากจนเดินไม่ได้) หรือ สงสัยว่าจะมีกระดูกหักร่วมด้วย ให้รีบไปพบแพทย์
4. การบริหารกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อเท้า
4.1 เคลื่อนไหว 6 ทิศทาง ( กระดกขึ้น งอลง บิดเท้าเข้า บิดเท้าออก หมุนเท้าวนเข้า และ หมุนเท้าวน ออก ) หรือ อาจใช้วิธีบริหารโดยเคลื่อนไหวปลายเท้า เหมือนกับการเขียนตัวหนังสือขนาดใหญ่ ๆ ก็ได้
4.2 บริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง โดย เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ประมาณ 5 -10 วินาที ใน 4 ทิศทาง คือ กระดกขึ้น งอลง บิดเท้าเข้าด้านใน และ บิดเท้าออกด้านนอก
ถ้าไม่มีอาการปวด ก็อาจถ่วงน้ำหนัก 0.5 - 4 กิโลกรัมที่บริเวณปลายเท้า หรือใช้เท้าดันกับขอบโต๊ะแทนก็ได้

5.การบริหารประสาทรับความรู้สึกของข้อเท้า
ยืน หรือ นั่ง แล้วให้ลงน้ำหนักเล็กน้อยบนเท้าข้างที่บาดเจ็บ โดยเน้นลงน้ำหนักตามส่วนต่าง ๆ ของเท้า คือ ส้นเท้า ปลายเท้า ด้านในเท้า ด้านนอกเท้า ทำสลับกัน ประมาณ 10 รอบ
วางเท้าบนแผ่นไม้ ที่เอียงกระดกได้ ( ดังรูป ) แล้วเหยียบให้แผ่นไม้กระดกไปทางด้านส้นเท้า ด้านปลายเท้า ด้านในเท้า ด้านนอกเท้า ทำสลับกัน ประมาณ 10 รอบ

 

เมื่อไรถึงจะกลับไปเหมือนกับปกติ
                ระยะ เวลาหายที่จะหายเป็นปกติขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ระดับความรุนแรงของข้อเคล็ด วิธีรักษา รวมถึงวิธีทำกายภาพบำบัด เป็นต้น ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาและทำกายภาพบำบัดประมาณ 1 - 6 อาทิตย์ แต่ เส้นเอ็นจะหายเป็นปกติต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน จึงควรใส่อุปกรณ์พยุงข้อเท้าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อเท้าแพลงซ้ำ
อาการข้อเท้าเคล็ดเป็นเหตุสุดวิสัย ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด เพราะความเจ็บปวด และการเคลื่อนไหวที่ไม่ถนัด ก่อให้เกิดความรำคาญ ไม่เป็นอันทำงานเลยทีเดียว แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะต้องดูแล รักษาข้อเท้าให้อาการทุเลาลงโดยเร็วที่สุด

 

การปรับสมดุลโครงสร้างกระดูกสำคัญต่อเราอย่างไร

จุดหมายในระยะยาว

จุดประสงค์ในการรักษาคือการจัดกระดูกสันหลังโดยใช้วิธีนวด เพื่อทำการป้องกันมิให้เกิดอาการทางกระดูกสันหลังอีก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือระหว่างผู้ป่วยกับหมอนวดกระดูก หมอนวดจะแนะนำให้คนไข้ให้ความสนใจในการเคลื่อนไหวของเขาเอง คือความมั่งคงแข็งแรง ท่ายืน ท่านั่ง ท่าเดิน ความอ้วน ความเครียดจากหน้าที่การงาน หมอนวดจะพยายามให้คนไข้ช่วยตัวเอง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยตนเอง เช่น เข้าฝึกเกี่ยวกับการผ่อนคลาย (relaxation classes) โดยเข้าฝึกโยคะหรือไทชี่ หมอนวดโครงกระดูกยังใช้เทคนิคของหมอนวดกระดูกเข้ามาช่วย เช่น แทนที่จะทำการดัดแขนขาอย่างเดียว ยังใช้วิธีดัน (thrust) เพื่อให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเข้าที่เข้าทางและในปัจจุบันนี้ หมอนวดโครงกระดูกยังให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อรอยต่อระหว่างฐานกระโหลกศีรษะกับกระดูกท้ายทอย กล่าวโดยสรุป ทั้งหมอนวดกระดูกและหมอนวดกระดูกโครงสร้าง ต่างก็นำเทคนิคของกันและกันมาใช้รักษาคนไข้

การวิจัย

การนวดกระดูก มีผลดีอย่างไร ปรากฏพยานทางอ้อม จากรายงานทางสถิติเกี่ยวกับการใช้การนวดรักษาแก่คนงานโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับบาดเจ็บส่วนข้างหลัง ของสหรัฐ ซึ่งตรวจสอบได้จากบันทึกการชดเชยการบาดเจ็บเพระการทำงานของคนงาน จากผลการศึกษาของทางการรัฐฟลอริดา เมื่อปี 1960 ซึ่งมีการบาดเจ็๋บส่วนข้างหลังจำนวนเกือบ 20000 ราย

ค่ารักษาโดยวิธีนวดโดยเฉลี่ยรายละ 60 ดอลลาร์ 102 ดอลลาร์ สำหรับค่ารักษาแผนปัจจุบัน เฉลี่ยวันหยุดงานเพียง 3 วันสำหรับการรักษาโดยวิธีนวดและ 9 วัน สำหรับการรักษาแผนปัจจุบัน ผลการศึกษาทำนองเดียวกันนี้ ในมลรัฐอื่นก็ปรากฎผลคล้ายคลึงกัน

การศึกษาที่นิวซีแลนด์ คานาดา อังกฤษและออสเตรเลียและประเทศอื่นๆ แม้จะใช้วิธีการสำรวจแตกต่างกัน แต่ผลออกมาคล้ายคลึงกัน จึงพอสรุปได้ว่า การรักษาด้วยวิธีนวด manual therapy ดังเช่นการนวดโครงการสร้างกระดูก “เป็นผลดีสำหรับการรักษาอาการผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อได้”ดังเช่นอาการปวดหลังหรืออาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง

กรณีความปลอดภัย

กรณีโรคทางกระดูกเช่นมีเนื้องอกในโพรงกระดูก (bone tumour) หากใช้ X-RAY ตรวจก็ไม่อาจตรวจพบได้ หากใช้วิธีการนวดมารักษาก็ไม่เกิดผลแต่อย่างไร กลับเป็นผลร้ายเสียอีก แต่ถ้าใช้วิธีการตรวจแบบง่ายๆ ธรรมดาก็อาจตรวจพบในอังกฤษคนไข้ส่วนใหญ่ที่มาหาหมอนวด เนื่องจากเขาเหล่านั้นไปหาหมอแผนปัจจุบันแล้ว แพทย์แผนปัจจุบันไม่พบอาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่หมอนวดกระดูกโครงสร้างกลับพบอาการผิดปกติ
จากนิวซีแลนด์ได้รายงานว่า อาการผิดปกติของกระดูกสันหลัง สามารถรักษาไห้หายขาดได้จากหมอนวดกระดูกที่ได้รักการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี การนวดยังไม่มีผลข้างเคียงใดๆ รายงานกล่าวสรุป

ตัวเลขสถิติสนับสนุนเรื่องความปลอดภัย

ตัวเลขเกี่ยวกับความปลอดภัยระหว่างการนวดแบบแผนโบราณกับการแพทย์แผนปัจจุบัน มาจากสหรัฐดังนี้ เมื่อต้นปี 1970 ตัวเลขค่าเสียหายของบริษัทประกันภัยต้องจ่ายเนื่องจากแพทย์กระดูกปฏิบัติผิดพลาด ที่นครนิวยอร์คและลอสแองจิลิสประมาณ 5,000 ดอลลาร์ แต่พอถึงกลางปี 1970 ตัวเลขได้เพิ่มขึ้นที่นิวยอร์คเป็น 25,000 ดอลลาร์ และลิสอลจิลิสเพิ่มเป็น 50,000 ดอลลาร์ แต่ค่าเสียหายจากการรักษาโดยวิธีนวดมีจำนวนเพียง 1 ใน 50 ของตัวเลขดังกล่าวข้างต้น

แม้ความพยามจะกำจัดหมอนวดกระดูกออกไปจากวงการแพทย์แผนปัจจุบันจะมีอยู่โดยตลอด แต่ก็ไร้ผลดังที่บทบรรณาธิการของนิตยสารการแพทย์แห่งนิวอิงแลนด์ กล่าวว่า “วงการแพทย์แผนปัจจุบันได้พยายามต่อต้านการออกใบอนุญาตแก่หมอนวดกระดูก แต่หมอนวดกระดูกได้รับใบอนุญาตได้แทบทุกรัฐ รวมทั้งคานาดาและต่างประเทศ” มีหมอนวดกระดูกกว่า 23,000 คน ทำการให้ยาและรักษาคนไข้ถึง 8 ล้านคนในอเมริกา ซึ่งทางการเงินชดเชยของกรรมกรให้การรับรองให้คนงานเข้ารักษาแบบวิธีนวดกระดูก หมอนวดกระดูกยังได้รับเงินอุดหนุนจากเงินทุนยาถึง30,000 ดอลลาร์ ในปี 1978 และในปี 1983 ได้มีหมอนวดสำเร็จการศึกษากว่า 2,000 คน 70% ของผู้สำเร็จ เป็นผู้จบจากมหาวิทยาลัย จึงสามารถกล่าวได้ว่าหมอนวดกระดูกได้รับชัยชนะในการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด แพทย์แผนปัจจุบันซึ่งครองอำนาจตลอดมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มาปัจจุบันนี้ได้รับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบต่อหมอนวดกระดูกในสหรัฐ


  • ชมรมอนุรักษ์สมุนไพรไทยจัดการฝึกอบรมการทำการผลิตยาดมจากสมุนไพรวันอาทิตย์ที่12กุมภาพันธ์2560เวลา09.00-12.00น.ท่านที่สนใจการเข้าร่วมอบรมการผลิตยาดมสามารถลงทะเบียนได้ที่นี่รับจำนวน15ท...

  • 1474606618125 (1).jpg
    ชมรม สยามเฮิบร์ ในโครงการ Happiness Health and Heab "ความสุข สุขภาพ และสมุนไพร" แจกสูตรสมุนไพลดูแลสุขภาพด้วยตัวคุณเอง ทุกวันอาทิตย์ค่ะ ท่านไดสนใจส่งข้อมูลที่ดีมีสาระแท้มาช่วยร่วมกั...

  • มนุษย์เราเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดา แต่เราเลือกที่จะเป็นได้ดีกว่าปล่อยให้มันเป็นไป... วิธีการยืดอายุอวัยวะวิธีการยืดอายุอวัยวะมีร้อยแปดพันประการ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอาย...

  • ปัสวะ.png
    ปัสสาวะบอกโรค......ปัสสาวะเป็นสิ่งที่ขับถ่ายออกมาจากร่างกาย โดยไตจะกรองเอาของเสียและสิ่งที่มากเกินพอ ออกจากเลือด และขับออกมาเป็นปัสสาวะ ถ้าไตไม่ทำงาน จะมีของเสียคั่งในเลือด ทำให้เก...

  • น้ำมันหอมระเหย... เป็นผลิตผลจากการสกัดพืชสมุนไพรนานาชนิด ซึ่งอาจสกัดมาจากส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชนั้นๆ เช่น สกัดมาจาก ผล ดอก ใบ เมล็ด เปลือก ก้าน ฯลฯ วิธีการสกัดที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ค...

  • อายุรวัฒน์เวชศาตร์ anti-aging medicationบางคนอาจจะเคยได้ยิน หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยิน วิธีการนี้คือการล้างตับโดยที่ไม่ต้องผ่า ไม่ต้องกินยา สามารถทำได้เองที่บ้านและได้ผลจริง ซึ่งจะช่ว...

  • ภาวะสมองขาดเลือด (STROKE) ภาวะสมองขาดเลือดคืออะไร ภาวะสมองขาดเลือดถือว่าเป็นหนึ่งในโรคสำคัญที่พบได้บ่อยในสังคมเรา และกลายเป็นปัญหาหนักต่อตัวผู้ป่วยเอง ต่อครอบครัวของผู้ป่วย รวมทั...

  • ใช้น้ำมะนาวเพื่อล้างผิวและกำจัดสิว เป็นวิธีที่เรียบง่ายและเป็นวิธีธรรมชาติในการรักษาผิวของสาวๆ ให้สะอาด และที่ดีที่สุดก็คือปลอดภัยอย่างแน่นอน การใช้น้ำมะนาวในการรักษาสิว อาจจะโดยกา...

  • คนเรา เรื่องของสมดุลนั้นเป็นเรื่องสำคัญนะคะ อะไรที่มากไป น้อยไป ล้วนแต่ทำให้ชีวิตเบนเอนเอียงเฉไปข้างใดข้างหนึ่งเสมอ อย่างการนอนที่เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ถ้านอนมากเกินไ...

แบบฟอร์มติดต่อกลับ